แบกเป้ไปย่างกุ้ง ไหว้เจดีย์ชเวดากอง พระเจ้าทันใจ ฯลฯ

รวมหนี้ที่มีอยู่-จ่ายในครั้งเดียว
แก้ปัญหาหนี้ ด้วยวิธีรวมหนี้ที่มีอยู่ จ่ายในครั้งเดียว…
27/08/2017
รีวิว-ชานม-@ร้านสะดวกซื้อในไต้หวัน
รีวิว ชานม @ร้านสะดวกซื้อในไต้หวัน   
20/10/2017
Show all

แบกเป้ไปย่างกุ้ง ไหว้เจดีย์ชเวดากอง พระเจ้าทันใจ ฯลฯ

เทพทันใจ โบตาทาวน์

แบกเป้ไปย่างกุ้ง ไหว้เจดีย์ชเวดากอง พระเจ้าทันใจ ฯลฯ

วันนี้ ผู้เขียนขอมาแชร์ทริปดีๆ ในการไปเที่ยวย่างกุ้งมาฝากผู้อ่านทุกท่านกัน หากใครที่อยากจะแบกเป้เที่ยวสบายๆ ก็สามารถดูทริปดีๆ ของผู้เขียนที่มีประสบการณ์ในการเดินทางมาแล้ว ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ผู้อ่านสามารถเดินทางได้ด้วยตนเอง ผู้เขียนขอเล่าประวัติของเมืองย่างกุ้งให้ทราบคร่าวๆ เพื่อเป็นการวางแผนการเดินทางให้ผู้อ่านได้เตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง

 

แบกเป้ไปย่างกุ้ง ไหว้เจดีย์ชเวดากอง พระเจ้าทันใจ ฯลฯ

ประวัติเมืองย่างกุ้งสมัยก่อนนั้นเป็นเมืองใหญ่  และมีความสำคัญมากที่สุดในประเทศพม่า  เนื่องจากในอดีตย่างกุ้งเคยเป็นเมืองหลวง  ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ และแหล่งธุรกิจที่สำคัญของประเทศพม่า เมืองย่างกุ้งนี้ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำอิระวดี  ชื่อเดิมของเมืองนี้คือ  ดากอง (Dagon)  เป็นเมืองเก่าแก่ที่ตั้งขึ้นมานานกว่า 2,500 ปี  โดยเริ่มแรกนั้นเป็นเมืองท่าของอาณาจักรมอญต่อมากษัตริย์อลองพญาได้เข้ามายึดครอง แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นย่างกุ้งในปี พ.ศ. 2298 ซึ่งมีความหมายว่า ศัตรูพ่ายแพ้กรุงย่างกุ้งนั้น ไม่เหมือนเมืองใหญ่ๆของประเทศอื่นๆ ในเอเชียทั่วๆ ไป ที่มีแต่ความวุ่นวายของปัญหาการจราจร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการวางผังเมืองที่ดีของอังกฤษชาติอาณานิคม ที่ได้เคยปกครองประเทศพม่า แต่อีกสาเหตุหนึ่งคือ ประเทศพม่านั้นยังเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่การพัฒนาแบบทุนนิยม รถยนต์จึงมีไม่มากนัก สภาพบ้านเมืองโดยทั่วไปมีรูปแบบของสไตล์โคโลเนียลเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น อีกทั้งยังมีการผสมผสานกับรูปแบบของสภาพบ้านเมืองเก่าแก่ไว้อย่างลงตัวอีกด้วย ภายในตัวเมืองนั้น มีสิ่งต่างๆ ให้คุณได้เยี่ยมชม ซึมซับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองเมียร์มาร์ได้อย่างเต็มที่

 

การเดินทาง   

เนื่องจากตั๋วเครื่องบินไปพม่าสมัยนี้ มีราคาถูกกว่าเมื่อก่อนมาก ชอบสายการบินไหนก็เลือกใช้บริการกันได้  ถ้าราคาเป็นมิตร เวลาสะดวก ก็เตรียมตัวบินไปย่างกุ้งกันได้เลย ซึ่งเราออกจากดอนเมืองตอนเช้าตรู่ ไปถึงพม่าก็ประมาณ 8 โมงกว่าๆ สนามบินย่างกุ้ง บริเวณโดยรอบสะอาดกว่าที่คิดและมีสิ่งอำนวยความสะดวก  ครบครัน สำหรับคนไทยไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่า แต่ใช้ Passport ได้เลย สามารถพำนักอยู่ที่พม่าได้ 14 วัน เมื่อผ่าน ตม. มาแล้ว ต่อไปก็มาแลกเงินจ๊าด ผู้เขียนมีทริคดีๆ มาแนะนำ นั่นก็คือ แลกเงินบาทเป็นดอลลาร์จากประเทศไทยมาก่อน และพยายามคำนวณเงินจ๊าดว่าต้องใช้ประมาณเท่าไร เพราะถ้าเหลือจะหาที่แลกได้ยากมาก ข้างนอกไม่ค่อยมีให้แลกเหมือนประเทศลาว ส่วนใหญ่จะมีที่สนามบินย่างกุ้ง ชั้น 2 แต่จะเสียเรทไปบ้างนิดหน่อย ส่วนใครที่ต้องการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็ไปติดต่อขอเช่า Pocket Wi-Fi ได้ ซึ่งจะมีบูธอยู่ตรงทางเข้า Domestic Terminal ราคาประมาณ 15$ / วัน แต่ถ้าจะให้ดีควรเปิด Roaming จากประเทศไทยมาก่อนเลยจะดีมาก เนื่องจากซิมการ์ดที่เมียร์มาร์ขายแพงมาก หรือหากต้องการเปิดซิมการ์ดที่นี่ ก็สามารถหาได้จากร้านขายมือถือ หรือ หน้าเค้าเตอร์สนามบินได้เลย เสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางต่อได้เลย

 

สถานที่ท่องเที่ยว  

ผู้เขียนใช้บริการด้วย taxi เพราะไปเที่ยวแบบ One Day Trip แต่ถ้าใครเที่ยวหลายวันไม่แนะนำ Taxi แต่ควรใช้ รถเช่า จะคุ้มกว่า สำหรับค่าบริการ Taxi  แบบเหมาต่อวันอยู่ที่ 40,000 – 80,000 จ๊าด (ถามจากพนักงานสนามบินและคนไทยที่เคยใช้บริการรถ Taxi ) ใครที่เจอเรทราคาเกินกว่านี้ ให้ไปหาเจ้าอื่นจะดีกว่า รับรองว่าหน้าสนามบินมีอีกเพียบ ซึ่งการเหมารถไปเที่ยวเองจะสะดวกและรวดเร็วกว่า ไม่ต้องเรียกรถและต่อรองราคากันอีกหลายรอบ แถมไม่เสียเวลายืนโบกแท็กซี่อีกด้วย ทางที่ดี ควรต่อรองราคากับแท็กซี่ไว้ก่อนจะดีมาก เพราะแท็กซี่บางคันจะโก่งราคานักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และที่สำคัญควรเตรียมแผนการเดินทางไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้จะดีมาก ส่วนผู้เขียนนั้นไม่ได้มีการเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้เขียนจึงขอเล่าประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน เพื่อให้ผู้อ่านได้เตรียมตัวก่อนการวางแผนการเดินทาง

 

จุดหมายแรกคือ เจดีย์โบตาทาวน์ (Botatown)

เจดีย์โบตาทาวน์ หรือ เจดีย์โบตะตาว (คนไทยชอบเรียกกันมาก) เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของทัวร์ไทยที่เที่ยวพม่าเลยทีเดียว ส่วนเหตุผลว่าทำไมเจดีย์โบตะตาวนี้ถึงเป็นสถานที่ยอดนิยมนั้นก็คือ เทพทันใจ หรือ นัตโบโบยี ซึ่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำด้านข้างของเจดีย์โบตะตาวนั้นเอง ซึ่งชาวพม่ามีความเชื่อกันว่าไม่ว่าจะสร้างเจดีย์ใดๆ ที่ไหนก็ตาม จักต้องมีเทพคอยคุ้มครองดูแลเจดีย์ และแน่นอน เทพทันใจนี้ เป็นเทพที่คุ้มครองเจดีย์โบตะตาว นั้นเอง ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้สมปรารถนารวดเร็วทันใจ สมกับคำว่าทันใจนั่นเอง ระหว่างทางจะมีของไหว้ขายเพื่อบูชาเทพทันใจ ใครจะซื้อไปเลยก็ได้ เพราะราคาข้างนอกจะถูกกว่าข้างในหลายเท่า (ข้างนอกราคา 3,000 จ๊าด ข้างในราคาประมาณ 10,000 จ๊าด) เมื่อไปถึง ก่อนเข้าไปจะต้องเสียเงินค่าเข้าคนละ 3 US หรือ 3000 จ๊าด และสามารถฝากรองเท้าไว้ที่ห้องจ่ายค่าเข้าได้เลย เมื่อเข้าไป จะเห็นคนมาต่อคิวขอพรกันเยอะมาก  แต่ไม่มีชาวต่างชาติหรือชาวพม่าสักเท่าไร ส่วนใหญ่ก็คนไทยทั้งนั้น

เทพทันใจ โบตาทาวน์

 

 

ส่วนเคล็ดลับการขอพร นั้นให้นำดอกไม้ ผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วย จากนั้นให้เอาเงินจะเป็นดอลลาร์ เงินบาท หรือจ๊าด เอาไปใส่มือขององค์เทพทันใจ 2 ใบ ไหว้ขอพรแล้วดึงกลับ 1 ใบ เอามาเก็บรักษาไว้ จากนั้นเอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ขององค์เทพทันใจ หลังอธิษฐานเสร็จ ให้เดินวน แล้วก้มลงเอาหัวจรดหัวไม้เท้า ขององค์เทพทันใจและอธิษฐานอีกรอบ เป็นอันเสร็จพิธี อย่างไรก็ตาม

 

ข้อควรระวังคือ เมื่อเสร็จพิธีจะมีเด็กวิ่งมาขอเงิน ให้รีบเก็บเงินเอาไว้ในกระเป๋าทันที ไม่งั้นอาจถูกดึงไปได้

 

จุดหมายที่ 2 เทพกระซิบ หรือ เมี๊ยะนานหน่วย (สถานที่เดียวกัน และอยู่ตรงข้ามกับเจดีย์)

เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่คนไทยรู้จักกันคือ เทพกระซิบ หรือ เมี๊ยะนานหน่วย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจดีย์ มีนัตองค์หนึ่งกล่าวไว้ว่า เทพกระซิบเป็นธิดาของพญานาคที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เชื่อว่าถ้ากระซิบขออะไรแล้วจะสมหวังอีกด้วย เทพกระซิบนั้น จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับองค์เทพทันใจ แค่เดินข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว ด้านหน้าจะมีคนขายเครื่องไหว้ในราคา 1,000 จ๊าด ในเครื่องไหว้จะมีนม ข้าวตอกและผ้า สำหรับวิธีไหว้ ก็นำผ้าที่ซื้อมาคล้องคอเทพกระซิบ แล้วก้มลงไปขอพรด้วยการกระซิบที่หู แต่สิ่งสำคัญในการขอพรคือ ต้องขอเรื่องเดียวกับที่ขอเทพทันใจ ไม่งั้นทุกอย่างจะเป็นโมฆะ เมื่อเสร็จแล้วก็เดินออกมาใส่รองเท้า และเตรียมเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป

 เทพกระซิบ หรือ เมี๊ยะนานหน่วย

 

จุดหมายที่ 3 พระเจดีย์สุเล

               เจดีย์สุเล เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม สีทอง ณ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า หรือที่เรียกกันว่า สุเลพญา ตั้งอยู่ใจกลางเมือง (คล้ายกับอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ในตัวเมืองเชียงใหม่) ถนนสายหลักทุกสายพุ่งเข้าหาเจดีย์นี้ เจดีย์สุเลนี้จึงเป็นสถานที่ที่ผู้เขียนได้ทำการเดินทางมาเพื่อสักการะบูชา ขอพร เสริมสร้างสิริมงคลแก่ชีวิต การเข้าเยี่ยมสักการะเจดีย์สุเลนั้น มีค่าเข้าราคา 3 US ส่วนรองเท้านั้น เจ้าหน้าที่ให้ถอดเอาไว้ข้างล่าง ใครถอดไว้ตรงไหน ให้จำเอาไว้ดีๆ เพราะคนจะเยอะมาก ภายในมีตู้บริจาคให้บริจาคได้ตามกำลังศรัทธา เมื่อเข้าไปให้สงบเสงี่ยม อย่าส่งเสียงดัง เพราะชาวพม่าหลายคนจะมาสวดมนต์และนั่งสมาธิอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นกันทุกวัน บ่งบอกถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาของประชาชนในประเทศนี้ได้อย่างดี ส่วนบริเวณภายนอก จะเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ละเอียด ประณีต สวยงามมาก ใครไปต้องไม่พลาดที่จะเก็บภาพถ่ายเอาไว้ และที่สำคัญ มีเทพทันใจ 1 ใน 5 องค์ ประดิษฐานอยู่ที่นี่อีกด้วย สามารถขอพร กราบไหว้บูชาท่าน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว

เจดีย์สุเหร่

 นัตโบโบยี-เจดีย์สุเหร่

 

จุดหมายที่ 4 วัดเจ๊าทัตจี หรือ วัดพระนอนตาหวาน

เป็นพระนอนปางพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ มีความยาวกว่า 70 เมตร เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดและมีความงดงามที่สุดของประเทศพม่า ทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงาม ดวงตาของท่านเป็นแก้ว สั่งผลิตมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรวมไปถึงพระจีวรที่มีความพริ้วไหวสมจริงและเมื่อเดินมายังปลายสุดพระบาทของพระนอนองค์นี้ ตรงที่พระบาทมีภาพวาดเป็นมิ่งมงคลสูงสุด เพราะประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักร ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วย รูปมงคล 108 ประการ ได้ยินว่าเป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในพม่า มีพระพักตร์และขนตาที่งดงาม มีจีวรพลิ้วไหวสมจริงมาก เมื่อเดินไปยังปลายพระบาท จะเห็นภาพวาดเป็นลายลักษณ์ธรรมจักร ซึ่งบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทจะล้อมไปด้วยรูปมงคล 108 ประการ ใครที่อยากถ่ายรูปมุมสวยๆ ในช่วงท้ายขององค์พระ จะมีนั่งร้านให้ขึ้นไปเก็บภาพกันด้วย นอกจากนี้ ด้านหน้าวัดก็จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมายให้เลือกซื้อเป็นของฝาก หรือใช้เองก็ได้ในราคาถูกอีกด้วย

วัดเจ๊าทัตจี หรือ วัดพระนอนตาหวาน

จุดหมายสุดท้าย คือ มหาเจดีย์ชเวดากอง

เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางไปพม่าจะต้องเข้าไปเยี่ยมชมและสักการะ เจดีย์ชเวดากองที่แปลว่า พระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิง เจดีย์นี้จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความโดดเด่นมากในย่างกุ้ง โดยขนาดของเจดีย์ชเวดากองนี้มีความสูงทั้งหมดประมาณ 48 เมตร มีความกว้างโดยประมาณ 105 เมตร เจดีย์ชเวดากองนั้นเป็นเจดีย์ที่มีลักษณะซึ่งสวยงามมาก เนื่องด้วยความศรัทธาในองค์พระเจดีย์ของชาวพม่า ที่มักจะนิยมการบริจาคเพชรพลอยของมีค่าต่างๆ ให้กับพระเจดีย์ ทำให้เจดีย์องค์นี้มีเครื่องประดับมีค่าเป็นจำนวนมากกว่า 5,000 ชิ้น โดยเฉพาะเพชรที่ประดับอยู่บนยอดเจดีย์นั้น กล่าวกันว่าขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือคนเลยทีเดียว ส่วนด้านล่างรอบๆ เจดีย์จะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปจำนวนมาก  และมีไม้แกะสลักประดับอยู่อย่างสวยงาม และคนพม่านั้น เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 8 เส้น ส่วนการเดินทางเข้าชมนั้น ทางเข้าจะอยู่ด้านล่างตรงประตูทางเข้าขนาดใหญ่ มีสิงห์ใหญ่อยู่ 2 ตัวประดับไว้ตรงประตูทางเข้า กฎของการเข้าชมนั้น ต้องฝากรองเท้าเอาไว้ด้วย เสียค่าใช้จ่ายคนละ 2,000 จ๊าด ทางขึ้นมีทั้งลิฟต์และบันได เมื่อขึ้นไปถึง คงต้องบอกว่างดงามสมคำร่ำลือและคิดไม่ผิดเลยที่มาเยือน แต่บนพื้นอาจจะต้องทนร้อนสักหน่อย เพราะเป็นกระเบื้อง ใครที่ทนร้อนไม่ได้ แนะนำให้มาในช่วงกลางคืน บรรยากาศก็จะงดงามไปอีกแบบ เมื่อเคารพสักการะเสร็จ ก็อย่าลืมขอพรพระประจำวันเกิดที่อยู่รอบเจดีย์กันด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

มหาเจดีย์ชเวดากอง

จบกันไปแล้ว สำหรับ 1 Day Trip ในการไปเยือนพม่า หากใครที่สนใจก็สามารถเดินทางและไปตามลายแทงที่เราได้ให้ไว้ได้เลย รับรองว่าคุณจะอยากกลับมาเมือง ย่างกุ้ง อีกครั้งอย่างแน่นอน